ทำไมการ “เรียนรู้สิ่งใหม่” ถึงช่วยให้เรา “เข้าใจสิ่งเดิม” ได้ลึกซึ้งขึ้น
เคยเป็นไหมครับ?
หลายคนที่ทำงานมานานน่าจะเก็ตฟีลนี้ดี… ฟีลที่เราทำบางอย่างซ้ำๆ จนมันกลายเป็น ‘Muscle Memory’ อย่างการเปิดโปรแกรมขึ้นมา แล้วก็พิมพ์คำสั่งเดิมๆ ที่เราใช้ประจำ… นิ้วของเรามันไปเองแบบอัตโนมัติ เราทำจนงานเสร็จ โดยที่ไม่เคยหยุดถามตัวเองเลยว่า “เดี๋ยวนะ… แล้วทำไมเราต้องใช้คำสั่งนี้ ทำไมต้องคลิกตรงนี้ด้วยเนี่ย!?”
เราแค่ทำเพราะเราชิน แต่เราลืม ‘เหตุผล’ ของมันไปแล้ว
เรื่องง่ายๆ อย่างการขับรถกลับบ้านทางเดิมทุกวันก็เหมือนกัน บางทีถึงบ้านแล้ว… เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าระหว่างทางเจออะไรมาบ้าง 😂
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “ความคุ้นชิน” ครับ
ความคุ้นชินอาจนับได้ว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของ “ประสิทธิภาพ” (Efficiency) เพราะช่วยให้เราทำงานเสร็จไวขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นศัตรูตัวร้ายที่สุดของ “การเรียนรู้” (Learning) ด้วยเช่นกัน พอเราหยุดตั้งคำถาม เราก็ปล่อยให้โอกาสในการเรียนรู้หลุดลอยไป
The ‘How’ vs. The ‘Why’
สมองของเราฉลาดมากครับ เมื่อมันรู้ว่าเราต้องทำอะไรซ้ำๆ (เช่น ทำงานเดิมๆซ้ำๆ, ขับรถเส้นทางเดิม, ทำกิจวัตรประจำวัน) มันจะพยายามประหยัดพลังงานให้มากที่สุด
มันทำยังไง?
สมองของเรามันสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Automaticity” หรือ Autopilot Mode ขึ้นมาครับ จากที่เราเคยต้องใช้สมองส่วนที่ใช้เหตุผลและพลังงานสูงในการคิดแต่ละขั้นตอนก่อนที่จะลงมือทำ สมองจะย้ายงานส่วนนี้ไปให้ส่วนที่ทำงานด้านสัญชาตญาณจัดการแทน
As habits are formed, the brain’s activity decreases. You learn to lock in on the cues that predict success and tune out everything else. …This process is known as automaticity. — James Clear, Atomic Habits
ผลลัพธ์คือ เราทำงานนั้นได้เร็วมาก เร็วแบบไม่ต้องคิด… และนั่นแหละครับที่เป็นปัญหาเพราะเมื่อเรา “ไม่ต้องคิด” เราก็ “เลิกตั้งคำถาม” ไปด้วย สิ่งเหล่านี้ทำให้เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เก่งกาจในการ “ทำยังไง” (The ‘How’) แต่เรากลับลืม “เหตุผล” (The ‘Why’) ที่เราทำสิ่งนั้นไปจนหมด
วินาทีที่ ‘เอ๊ะ!’… เมื่อเราเจอ ‘ของแปลก’ มากระตุ้น
จริงๆแล้วเจ้า Autopilot Mode ที่ว่ามานี่ มันก็ทำงานของมันได้อย่างดีเยี่ยมไปเรื่อยๆนะครับ จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่เราถูกกระชากออกจาก Comfort Zone ของเรา และเราทุกคนก็มีโอกาสจะได้เจอเหตุการณ์แบบนั้นแน่นอนครับ 😬
ลองนึกภาพตามนะครับ…
คุณทำงานในบริษัทมาเป็นเวลาหลายปี แต่อยู่ดีๆวันดีคืนดีบริษัทก็ได้รับพนักงานใหม่เข้ามา แน่นอนว่าในฐานะรุ่นพี่ที่ดี คุณก็อาจจะต้องมีให้คำแนะนำในเรื่องการทำงาน หรือสอนงานเด็กใหม่บ้าง
คุณก็โชว์เลย ด้วยความมั่นใจ โอ้โห ทำมาเป็นสิบปี แค่นี้จิ๊บๆ “โอเค เวลาจะสั่งงานนี้เราก็พิมพ์ command อันนี้ลงไป copy ค่านี้มาใส่ในช่องนี้นะน้อง” เท่านี้ก็เรียบร้อย ง่ายนิดเดียว ทว่า….น้องมันก็มองหน้าคุณตาใส แล้วถามคำถามที่เรียบง่ายที่สุด แต่ทรงพลังที่สุดว่า: “พี่ครับ… แล้วทำไมเราต้องทำแบบนี้เหรอครับ?“
เท่านั้นแหละครับ… พังเลย สมองของคุณที่เคยชินชากับงานนี้มาหลายปี ถูกบังคับให้ตื่น!
คุณจะเริ่มอึกอัก “เอ่อ… ก็… เขาทำต่อๆ กันมาแบบนี้…” แอ่แฮ่!! จ๋อยไหมครับแบบนี้ ในใจคุณก็อาจจะกำลังคิด “เออ นั่นสินะ ทำไมต้องเป็น command นี้นะ อีก command นึงก็ได้เหมือนกันนี่หว่า แถมน่าจะง่ายกว่าด้วย”
จุดนี้แหละครับที่เราถูก “ของแปลก” มากระตุ้น มาโจมตี comfort zone ของเรา ให้เราต้องมองย้อนกลับไปยัง “เหตุผล” ที่เราอาจจะเคยมี แต่ได้ทำหล่นหายไปแล้วระหว่างทาง
คุณลืม “เหตุผล” ของคุณไปแล้วหรือยัง?
เรื่องนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับแค่การทำงานนะครับ มันเกิดขึ้นกับทุกอย่างในชีวิตเราตลอดเวลา… ยกตัวอย่างเช่น
- Engineer ที่ดึง data จาก network เพื่อทำ KPI Report สรุปผลการทำงานทุกวัน พอทำไปนานๆเข้าก็ลืมไปหมดว่าค่าKPI แต่ละตัว เราเอาไว้ตัดสินใจอะไร ก็งานมันรีบ ทำให้จบๆไป
- หัวหน้าที่ประชุมทีมแบบเดิมๆ ทุกเช้า จนลืม “เหตุผล” ไปว่าเราประชุมเพื่อ “Brainstorm” ไม่ใช่เพื่อ “รายงานตัว”
- หรือแม้แต่ตัวเราเอง ที่ใช้ชีวิตใน Routine เดิมๆ จนลืม “เหตุผล” ไปว่าเราตื่นมาทำงานหนักทุกวันนี้… ไปเพื่ออะไร (ดึงดราม่าไปอี๊กกก 😂)
ไม่ได้ลืม แค่อยู่ในโหมดจำศีล (‘Sleep Mode’)
“เหตุผล” ที่เราได้ทำหล่นหายไป จริงๆแล้วมันไม่ได้หายไปไหน แค่กำลังหลับอยู่ที่ไหนสักแห่ง เราอาจจะไม่จำเป็นต้องรอให้เด็กใหม่มาถาม หรือรอให้เจอปัญหาใหญ่ก่อน แต่เราสามารถ “ปลุก” มันขึ้นมาเองได้ ด้วยวิธีการง่ายๆเหล่านี้ครับ
- ตั้งคำถามว่า “ทำไม” กับตัวเอง ลองหยิบงานที่คุณ “ชิน” ที่สุดมา 1 อย่างในสัปดาห์นี้ แล้วแกล้งทำตัวเป็น “มือใหม่” ถามตัวเองว่า “ทำไมเราต้องทำขั้นตอนนี้? ถ้าตัดออกได้ไหม? ทำแบบอื่นดีกว่าหรือเปล่า?”
- ลองเปลี่ยนเครื่องมือ: ถ้าคุณใช้โปรแกรม Excel จนชิน ลองหันไปใช้โปรแกรม Google sheets เพื่อทำงานอย่างเดียวกันดูสิครับ ความไม่คุ้นชินจะบังคับให้เราต้องตั้งคำถามทันที
- หรือแม้แต่เรื่องง่ายๆอย่างการขับรถกลับบ้าน ลองเปลี่ยนไปใช้เส้นทางใหม่ที่เราไม่คุ้นเคยดูบ้าง แค่นี้สมองก็ตื่นตัวแล้ว
พลังของการเรียนรู้ “สิ่งใหม่”
แก่นของทุกวิธีที่ว่ามา คือสิ่งเดียวกันครับ: “ความกล้า” ที่จะก้าวออกจากความคุ้นชิน และการ “เรียนรู้สิ่งใหม่” คือวิธีที่ทรงพลังที่สุดที่จะบังคับให้เราทำเช่นนั้น เพราะเมื่อไม่มี “Muscle Memory” ให้พึ่งพา สมองจะถูกบังคับให้ตื่นและกลับมาใช้ “เหตุผล” อีกครั้ง
มันทำให้เราเกิดการ “เปรียบเทียบ” ทันที: “เอ๊ะ… ทำไมวิธีใหม่ทำแบบนี้?” และคำถามนี้ ก็ย้อนกลับมาถาม “สิ่งเดิม” ว่า: “แล้ววิธีเก่าที่เราทำจนชินล่ะ… เหตุผลมันคืออะไร?”
นี่คือจุดที่การเรียนรู้และการเปรียบเทียบ… มาช่วย “ต่อยอด” ความเข้าใจเดิม ให้เรามอง “สิ่งเก่า” (ที่คิดว่ารู้ดีอยู่แล้ว) ได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
ได้เวลาปลุกตัวเองแล้ว!!
สุดท้ายนี้… ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่า “เออ จริงด้วย” นี่เรากำลังติดอยู่ใน ‘Autopilot Mode’ หรือเริ่มลืม ‘เหตุผล’ ในสิ่งที่ทำไปแล้ว… บางทีนี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีที่เราจะเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ครับ
มันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ อาจจะเป็นแค่คอร์สออนไลน์สั้นๆ, การหัดใช้โปรแกรมหรือเครื่องมือใหม่ๆ ในที่ทำงาน(ที่เราเลี่ยงมาตลอด), หรือแม้แต่งานอดิเรกที่ไม่เคยทำมาก่อน, การเล่นกีฬาใหม่ๆ, แม้แต่การเรียนภาษาใหม่ๆ (ที่ยังออกเสียงผิดๆ ถูกๆ ก็ไม่เป็นไร!)
ลองออกไปหา “ของแปลก” ใหม่ๆ ให้กับสมองของเราดูสิครับ
ถอดความเคยชินที่สวมใส่มานาน แล้วกลับไปสวมจิตใจแห่ง Beginner’s Mind ลองกลับไปเป็น NewBie อีกครั้งกับเรื่องใหม่ๆ มาร่วมแชร์ และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆไปด้วยกันครับ
In the beginner’s mind there are many possibilities, but in the expert’s mind there are few. — Shunryu Suzuki, Zen Mind, Beginner’s Mind
